|
|
|
|
รายละเอียดร้านค้า
|
|
ร้าน
|
|
พระเครื่องหลวงพ่อพรหมสร(รอด)
|
|
|
เจ้าของร้าน
|
|
มานพ แย้มจอหอ
|
|
โซนร้านค้า
|
|
โซน กรุงเทพ ฯ
|
|
ที่อยู่ร้าน
|
|
248.3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30310
จังหวัด
นครราชสีมา
|
|
เกี่ยวกับร้านค้า
|
|
ร้านค้านี้หมดอายุแล้ว
|
|
เงื่อนไขการรับประกัน
|
|
** รับประกันพระแท้ภายในระยะเวลา 365 นับตั้งแต่วันที่ท่านได้รับพระ หากเก๊ยินดีคืนเงินเต็มจำนวนไม่หักเปอร์เซ็นต์ ** พระต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่ชำรุดหักบิ่น เสียสภาพ ล้างผิว
ร้านค้านี้หมดอายุแล้ว
|
|
จำนวนผู้เข้าชม
|
|
496,382
คน
|
|
จำนวนสินค้าในร้าน
|
|
187
รายการ
|
|
วันที่เปิดร้าน
|
|
07 ส.ค. 2555 เวลา 15:39
|
|
ร้านค้าสมาชิกประเภท
|
|
|
|
|
|
|
บริการทางโทรศัพท์
|
|
เบอร์โทรติดต่อ
|
|
ร้านค้านี้หมดอายุแล้ว
|
|
|
ติดต่อทางอีเมล์
|
|
อีเมล์
|
|
ร้านค้านี้หมดอายุแล้ว
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
[ชื่อพระ]
หลวงพ่อฉาย สุวรรณศร แห่งวัดธรรมโสภณ ลพบุรี
|
|
[รายละเอียด]
หลวงพ่อฉาย สุวรรณศร แห่งวัดธรรมโสภณ ลพบุรี
ประวัติหลวงพ่อฉาย สุวรรณสร อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เกิดที่จังหวัดสุโขทัย อำเภอศรีสำโรง ตำบลบ้านคลองตาหรั่ง บิดาชื่อ เปรม มารดาชื่อทองคำ มีบุตรร่วมบิดามารดาด้วยกัน ๘ คน ชาย ๕ คน หญิง ๓ คน หลวงพ่อฉายสุวรรณสรนี้ เป็นบุตรคนที่ ๒ เกิดเมื่อ ปีมะแม เดือน ๖ ขึ้น ๑๑ ค่ำ วันพฤหัสบดี ปฐมวัยชื่อ ฉุย นามสกุล จอมปรีดา อยู่ในนิสสัยของฆราวาส อายุ ๑๘ ปี เมื่ออายุ ๑๕ ปี เรียนมูลกัจจายกับพระปลัดแป๊ะเป็นครู สำนักวัดใหญ่บ้านสวน เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร พระอุปปัชฌาย์ ชื่ออ้นอยู่วัดใหญ่บ้านสวนมิได้ย่อท้อต่อการศึกษาเรียนมูลกัจจายต่อจนอายุได้ ๒๐ ปี ตอนนี้ บิดามารดาเห็นอายุครบกำหนดการอุปสมบทตามประเพณี จึงจัดการอุปสมบท ณ ที่วัดใหญ่บ้านสวน จังหวัดสุโขทัย พระอุปปัชฌาย์ อ้น พระปลัดแป๊ะเป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อ้นเป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษามูลกระจายต่อ และปฏิบัติครูบาอาจารย์อยู่ ๑ พรรษา เมื่อศึกษาอยู่ที่นั้นแล้วอาจารย์ก็แนะนำให้ไปศึกษาต่อณะที่วัดกระหวัดสิการาม จ.สวรรคโลก จำพรรษาอยู่ที่นั้น ๑ พรรษา ครูผู้สอนชื่อพระครูสวัสดิ์ มีความรุ้ในมูลกัจจายเก่งมาก (สรุปความ) เมื่อก่อนมาอยู่ลพบุรี คือเมื่ออุปสมบทแล้วได้ปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์อยู่ที่วัดนั้น ๑ พรรษา และต่อมาพรรษา ๒ ได้มาโปรดญาติโยมที่บ้านเกิดเมืองนอน ๑ พรรษา ต่อมาได้ไปศึกษามูลกัจจายที่พระครูสวัสดิ์ วัดกระหวัดสิการาม จ. สวรรคโลก อีก ๑ พรรษา รวมเมื่ออุปสมบทแล้วอยู่ภาคเหนือ ๓ พรรษา ต่อนั้นมาได้ลงมาหาที่ศึกษาต่อที่ จ. ลพบุรี ได้อยู่กับอาจารย์จัด วัดปากน้ำ ต.บางงา อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี อาจารย์จัดนี้เป็นผู้เลิศในทางกัมมัฏฐาน จงกรม และธุดงค์ ได้เข้าเรียนอยู่กับท่าน ๒ พรรษา ก่อนจะไปพบหลวงพ่อเภา ท่านอาจารย์จัดชวนไปฟังเทศน์หลวงพ่อเภาที่วัด ไลย์ เมื่อไปพบท่านก่อนกำลังจะฉันอาหาร ท่านนั่งหลับตาอยู่กับพระวินัยแปลก เกิดความเลื่อมใส เมื่อท่านฉันอาหารเสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ ได้ฟังท่านเทศน์แล้วเกิดความเลื่อมใสไม่อยากกลับมาด้วยท่านอาจารย์จัดนึกในใจว่าท่านก็มี ตาหู จมูก ลิ้น กายใจ เหมือนกับเราท่านทำใมทำได้เราก็ต้องทำได้ไม่มีความย่อท้อ มานึกว่าถ้าไม่กลับมาอาจารย์จะว่าทิ้งท่านจึงมาก่อน แล้วท่านอาจารย์จัดท่านนำพาไปธุดงค์ไปนมัสการพระพุทธบาท และพระพุทธฉาย แล้วเลยไปพระแท่นดงรังษ์ เมื่อกลับจากธุดงค์แล้วได้ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่สุโขทัย กลับมาจากเยี่ยมญาติแล้วมาที่อำเภออินทร์ มาพบท่านอาจารย์ปุ้ย วัดศรีสำราญ ตำบลบ้านน้ำตาล อำเภออินทร์ จังหวัดสิงห์บุรี เพราะมีความเลื่อมใส คือ มีปฏิปทาเหมือนกับหลวงพ่อเภา ท่านอาจารย์ปุ้ย ชวนอยู่ด้วย ๓ วัน ท่านบอกว่า พระที่ถ้ำตะโกก็มาอยู่ที่นี่เหมือนกัน ท่านอาจารย์ปุ้ยผู้นี้ เป็นผู้เก่งทางพระวินัย ทั้งทางบุพพสิกขา และมหาขันธ์ ก็เลยได้ศึกษาพระวินัยอยู่กับท่าน ๒ พรรษา จนสำเร็จในด้านพระวินัย มีความชำนานมากไม่กลัวใคร ในระยะ ๒ พรรษานี้ ได้ทราบข่าวว่ามีปราชญ์ที่วัดทุ่งแก้ว เจ้าคุณธรรมนิเทศใจ วัดทุ่งแก้วได้ไปขอนิสัยอยู่ด้วย แต่ว่าไม่ได้จำพรรษา ต่อไปได้ทราบข่าวว่าเขาเรียนพระกรรมมัฏฐาน ท่านอาจารย์หอม วัดโค่ง ได้เล่าเรียนอนัตตา กฐินขันธ์ อานิสงค์ ๕ มาติกา ๘ บุพพกิจ ๗ เมื่อเล่าเรียนจบแล้วก็กลับมาที่วัดศรีสำราญตามเดิม ตอนที่อยู่วัดศรีสำราญนี้ได้เล่าเรียน สมุฏฐานในด้านพระวินัยจนหมดแล้ว ได้กลับขึ้นไปเยี่ยมโยมที่สุโขทัยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับจากเยี่ยมโยมแล้ว ได้ตรงมาอยู่ที่วัดถ้ำตะโกเลย ในระยะนี้ย่างเข้าพรรษาที่ ๘ ในพรรษานี้ไม่ได้เรียนอะไรมาก ได้แต่ฟังธรรมนั่งภาวนามาอยู่ถ้ำตะโกพรรษา ๒ จึงได้เรียนพระวินัย ด้วยท่านพระวินัยธรอุ่น ท่านผู้นี้มีความแตกฉานในด้านพระวินัยปิฎกมาก เริ่มเรียนแต่ศีล ๒๒๗ ต่อมา ได้ศึกษาเรื่อง จัตต์ ๑๔ มีขันธ์ต่างๆ เป็นต้น ต่อมาพรรษาที่ ๔ ได้หัดสวดมนต์ต่างๆ ให้พระที่วัดนั้น ประมาณความว่าได้มาอยู่วัดถ้ำตะโก รวม ๔ พรรษาด้วยกัน (ต่อ) เมื่อออกพรรษาแล้วได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดชีป่า ได้อบรมศีลธรรมให้ผู้มีมิจฉาทิฏฐิละจากมิจฉาชีพเดิมเสียหลายคน มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างบารมีในที่นี่ ๑ พรรษา ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้วได้กลับไปถ้ำตะโกอีกเพื่อศึกษาในการทำบุพพกิจการสวดปาฏิโมกข์ เพื่อเปลี่ยนให้ถูกต้องตามฤดูกาล ในการประชุมนี้มีพระผู้ใหญ่มาประชุมหลายท่าน มีพระอุปปัชฌาย์คง หลวงพ่อเภา เป็นประธาน ท่านอาจารย์พร้อม ท่านวินัยธรอุ่น และพระอุปปัชฌาย์คง เมื่อตกลงว่าใช้ได้แล้วที่ประชุมมอบให้เป็นผู้ทำแบบบุพพกิจส่งไปให้สำนักต่างๆ ที่ขึ้นต่อวัดถ้ำตะโก แล้วได้จำพรรษาที่ถ้ำตะโกอีก เพื่อศึกษาให้มั่นคง ในเรื่องบุพพกิจ เมื่อมีสมภารที่วัดต่างๆมาแล้ว ได้ตรวจสอบเรื่องบุพพกิจนี้ให้เป็นที่ถูกต้องตลอดจนพรรษานั้น ต่อจากนั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว ได้มาอยู่ที่วัดนิโครธ เพราะมีความสงสารท่านอุปปัชฌาย์คง จัดพระให้มาอยู่ไม่มีใครมาเนื่องจากมีโยมโป๋ไปขอให้พระมาอยู่ จึงขอโอกาสมาอยู่เสียเอง เมื่อมามีพระตามมาอีก ๓ องค์ อุบาสิกาอีก ๒ จำพรรษาอยู่ที่วัดนิโครธ ๑ พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วกลับไปถ้ำตะโก เขาจะจัดให้ไปเป็นสมภารวัดปฐมพานิชอำเภอบ้านหมี่ ไม่ยอมไปเลยหนีมาเที่ยวที่วัดชีป่า และหนีไปอยู่วัดนาจานกลัวเขาจะตามเจออาหารไม่เป็นที่สบายกลับมาอยู่วัดชีป่าเลยหลวงพ่อเภามาตามให้ไปเฝ้าวัดถ้ำตะโก เพราะหลวงพ่อเภา และอุปปัชฌาย์คง พระวินัยธรอุ่น ท่านไปย่างกุ้ง ไม่มีพระผู้ใหญ่ปกครอง เมื่อท่านกลับมาจากย่างกุ้ง ท่านก็จัดให้ไปอยู่วัดปฐมพานิชเพราะสมภารเขาสึก ต่อมาสมภารเขากลับมาบวชใหม่อีกเลยปรึกษากันว่าให้สมภารเก่าเขาอยู่ เลยมาพักอยู่ที่วัดนิโครธ ต่อมามีโยมเจือ โยมบุตร์ โยมเอม ไปปรึกษาโยมโป๋ให้นิมนต์มาอยู่ที่วัดป่านี้ ท่านบอกให้ไปปรึกษาเจ้าคณะอำเภอ ขณะนั้นพระครูโวทานสมณคุตร์ วัดเชิงท่าเป็นเจ้าคณะอำเภอ ไปขออนุญาตอยู่ ๓ วัน จึงได้รับอนุญาต เลยจัดวัดป่านี้ขึ้นต่อหลวงพ่อเภาสำนักวัดถ้ำตะโก จึงได้ติดต่อมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อมาอยู่คราวแรกมีพระจำพรรษารวมกัน ๕ องค์ พรรษา ๒ ที่วัดป่าจึงจัดให้รื้อวัดนิโครธพร้อมด้วยอุบาสิกา มาอยู่ปลูกอยู่ที่วัดป่านี้ เป็นอุบัติเหตุที่มีอุบาสิกาวัดป่าธรรมโสภณ ท่านได้จำพรรษาในวัดนี้รวม ๖ พรรษา ในระยะนี้ได้สั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา ให้มีระเบียบวินัยดีขึ้น เมื่อพ้นพรรษา ๖ แล้ว ได้เบื่อหน่ายการปกครองจึงมอบให้อาจารย์คำเป็นผู้ใหญ่ปกครองแทน ท่านจึงได้ไปเยี่ยมโยมและจำพรรษาอยู่ที่หัวงิ้ว อำเภอพยุหคีรี ๑ พรรษา ครั้นเมื่อออกพรรษาทางด้านวัดป่าเกิดการยุ่งยากกันขึ้นระหว่างการปกครองพวกอุบาสิกาทั้งหลายจึงพากันมาหาท่านที่หัวงิ้ว เพื่อนิมนต์ให้กลับมาอยู่วัดป่าตามเดิมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐
|
[ราคา]
โทรถาม
|
|
|
|
|